Google วางแผนยุติการผลิต Pixel ในจีนภายในปี 2027
ผลประกอบการ 2Q63 ทรงตัว YoY
บริษัทรายงานกำไรสุทธิ2Q63 (สิ้นสุด ม.ค 63) ที่ 62 ล้านบาท ปรับลดลง 41%QoQ ตามปัจจัยฤดูกาลซึ่งเป็นLow season ของธุรกิจ ขณะที่เทียบ YoY ทรงตัว แม้รายได้ปรับเพิ่มขึ้น 3%YoY เป็น 552 ล้านบาท จากการเติบโตของผู้ป่วย OPD และ IPD ที่เพิ่มขึ้น 3%YoY และ 2%YoY ตามลำดับ ขณะที่ประสิทธิภาพในการทำกำไรปรับลดลง โดย EBITDA Margin ปรับลดลงจาก 2Q62 ที่ 16.9% เหลือ 16.3% เนื่องจาก ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการต่อสัญญาเช่าที่ดินในอัตราที่สูงขึ้น ซึ่งบริษัทมีการต่ออายุเป็นระยะเวลา 30 ปี ตั้งแต่เดือน พ.ย 61 จากเดิมที่ 17 ล้านบาทต่อปี เป็น 79 ล้านบาทต่อปี เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยถึง 365%จากเดิม ส่งผลให้ SG&A เพิ่มขึ้น 7%YoY สูงกว่าการเติบโตของรายได้ ทั้งนี้ กำไร 1H63 คิดเป็น 52% ของประมาณการกำไรทั้งปี
ปรับลดประมาณการจากผลกระทบ COVID-19
จากสถานการณ์การแพร่ระบาดชอง ไวรัส COVID-19 เริ่มส่งผลกระทบต่อจำนวนผู้ป่วยที่เดินทางมารักษาตั้งแต่เดือน มีนาคม ที่ผ่านมา เนื่องจากลูกค้าบางส่วนมีความกังวลในการเข้ามารักษาที่โรงพยาบาลว่าจะมีโรคติดต่อและผลจากนโยบายของรัฐที่ออก พ.ร.ก ฉุกเฉิน ทำให้ประชาชนออกจากบ้านน้อยลง เรามีการปรับลดประมาณการกำไรปี 2563 ลงจากเดิม 9% เหลือ 310 ล้านบาท (-2%YoY) โดยปรับลดสมมติฐาน การเติบโตของผู้ป่วยOPD และ IPD ปีนี้จากเดิมที่ 2.5%YoY และ 2.2%YoY เป็น -0.5%YoY และ -1.5%YoY ตามลำดับ แต่ยังคงสมมติฐานการปรับขึ้นค่าบริการ 2%YoY ส่งผลให้รายได้ปรับลดลงจากเดิม 3% ที่ 2,244 ล้านบาท เป็น2,171 ล้านบาท สำหรับปี 2564 เราปรับลดประมาณการกำไรลง 8% จากเดิมเหลือ 328 ล้านบาท (+6%YoY)จากการปรับลดสมมติฐานรายได้ลง 3% ดังแสดงในตารางหน้าถัดไป
แผนในการสร้าง TNH2 ชะลอไปเป็นปี 64
ผลกระทบจาก COVID-19 ทำให้แผนในการก่อสร้าง TNH เลื่อนออกไปจากเดิมใน 2H63 เป็น ปี 2564 และเปิดให้บริการในปี 2566 มองเป็นผลกระทบระยะสั้น แต่ในระยะยาวยังมองเป็นบวก โดย TNH2เป็น รพ.ขนาด 14 ชั้น จะช่วยเพิ่มความสามารถในการให้บริการผู้ป่วย OPD จากเดิม 2,000 คนต่อวัน เป็น 3,000 คนต่อวัน และการให้บริการ IPD จากเดิม 190เตียงต่อวันไปเป็น 300เตียงต่อวัน และบริษัทมีแผนจะเปิดศูนย์เฉพาะทาง (Excellent Center) และขยายการให้บริการสำหรับศูนย์Aging & Beauty Center โดยเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าผู้สูงอายุ ที่มีแนวโน้มเติบโตสูง ใช้งบลงทุน ราว 4,318 ล้านบาท แหล่งเงินทุนจากการกู้ยืม ราว 3,000 ล้านบาทและที่เหลือใช้กระแสเงินสดภายในกิจการซึ่งได้รวมไว้ในประมาณการแล้ว ภายใต้คาดการณ์รายได้ในปี 2566–2568 หรือภายหลังเปิดโรงพยาบาล จะเติบโตเฉลี่ย CAGR ที่ 8% ต่อปี
คงคำแนะนำ “ซื้อ”
ในปี 2563 แม้ว่าจะถูกกระทบจาก COVID-19 ท าให้ผลประกอบการปรับลดลงราว 2%YoY แต่ถือว่าดีกว่าอุตสาหกรรมโรงพยาบาลเอกชน ภายใต้ Coverage จำนวน 7 บริษัท ซึ่งประเมินว่าติดลบ 15%YoY เราคาดกำไรจะกลับมาเติบโตในปี 2564 ราว 6%YoY ขณะที่ระยะยาวเติบโตตามแผนในการเปิดโรงพยาบาลไทยนครินทร์2 ทั้งนี้ราคาหุ้นปัจจุบัน ที่ผ่านการปรับฐานลงมาก ถือว่า Undervalue และถูกสุดเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมโรงพยาบาล โดยราคาปัจจุบัน ซื้อขายที่ P/E ปี2563 เพียง 13x เทียบกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมโรงพยาบาลที่21x เราปรับลดมูลค่าพื้นฐานปี 2563 จากเดิมที่ 44.50 บาท เป็น 38.00 บาท สะท้อนการปรับลดประมาณการ โดยวิธี DCF (อิงสมมติฐาน WACC ที่ 6.4% ปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 6% จากการปรับ Risk Premium ขึ้นจาก 6.8% เป็น 8.5% สมมติฐาน LT growth ที่ 1% )
บทวิเคราะห์นี้จัดทำขึ้นและเผยแพร่โดยทีมนักวิเคราะห์ของ Yuanta Securities








