S&P 500 แตะ All-Time High หลัง PPI สหรัฐฯ ต่ำกว่าคาด
3 เหตุผลเราแนะนำ “เก็งกำไร” 1) การเป็นผู้รับเหมารายใหญ่ที่มีโอกาสรับงานต่อเนื่องจากโครงการภาครัฐขนาดใหญ่หลายโครงการ 2) งานในมือสูงกว่ากลุ่ม 9.3 หมื่นล้านบาทรองรับรายได้ต่อเนื่องในอนาคต 3) สถานะการเงินแข็งแรงปัจจุบัน เป็น Net cash company โดยมีประเด็นติดตามคือการควบคุมระดับมาร์จิ้นของโครงการที่อยู่ในมือให้มีความอ่อนไหวน้อยลง ปรับใช้ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2563 อยู่ที่ 24.80 บาท (อ้างอิง PBV -0.5 SD ที่ 3.16 เท่า )
ผลกระทบจากโครงการรัฐสภายังคงอยู่ถึงปี 2563
ใน 2Q62 STEC มีผลประกอบการที่สร้างความผิดหวังจากระดับมาร์จิ้นที่ปรับลดจากระดับปกติ 7-8% เป็น 5.1% ใน 2Q62 ซึ่งทางบริษัทให้เหตุผลหลักในการลดลง คือการรับรู้รายได้ของโครงการรัฐสภาที่บันทึกเข้ามามากใน 2Q62 และการรับรู้รายได้ของโรงไฟฟ้าหมดลง โดยบริษัทคาดว่าการรับรู้รายได้โครงการรัฐสภายังคงกดดันระดับมาร์จิ้นของบริษัทไปจนจบโครงการคือ ณ สิ้นปี 2563 โดยการบันทึกรายได้โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู-เหลือง-รถไฟทางคู่ ซึ่งระดับมาร์จิ้นราว 5-7% ทำงานเพิ่มขึ้น ส่วนงานโรงไฟฟ้าเริ่มคืบหน้าในปี 2563
3Q62 รายได้ดีแต่มาร์จิ้นต้องติดตาม
คาด 3Q62 แนวโน้มรายได้ยังคาดเห็นรายได้ระดับ 7-8 พันล้านบาท เติบโตทั้ง YoY และ QoQ จากความคืบหน้าของงานในมือระหว่างทำคือ รถไฟฟ้าสายสีส้ม/ชมพู และเหลือง อย่างไรก็ดีความคืบหน้าของโครงการรัฐสภาก็จะเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน และยังเป็นโครงการสำคัญที่ยังกดดันระดับมาร์จิ้นของไตรมาสอยู่ระหว่าง 5-6% ในเบื้องต้นเราคาดมาร์จิ้นที่ลดลง ยังกดดันกำไรปกติอาจทำได้ทรงตัว QoQ แต่ปรับลดเมื่อเทียบกับ YoY เนื่องจากระดับมาร์จิ้นใน 3Q61 อยู่ที่ระดับปกติ 7.8% (กำไร 2Q62 ที่ 267 ล้านบาท/ กำไร 3Q62 ที่ 382 ล้านบาท)
มีโอกาสรับงานใหม่เพิ่ม
แม้ว่านับจากต้นปี-ปัจจุบัน STEC จะมีการรับงานเพียงโครงการเดียวคือ โครงการรสาทาวเวอร์ มูลค่าโครงการเพียง 1.3 พันล้านบาท โดยล่าสุดมีงานเป็นผู้เสนอราคาต่ำสุดร่วมกับพันธมิตร (BTS,GULF,RATCH) จากโครงการ O&M มอเตอร์เวย์ 2 เส้นทาง ขณะเดียวกันมีงานที่อยู่ระหว่างเข้าประมูลร่วมกับพันธมิตร เช่น งานสนามบินอู่ตะเภา,งานท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 และงานท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3 รวมถึงงานภาคเอกชนที่สร้างโอกาสงานในมือจากธุรกิจในกลุ่ม Commercial Building ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างและเริ่มก่อสร้าง เช่นกลุ่ม The Mall Bangkok Mall/ DUSIT Central Park / The One Bangkok และ มีอีกหลายโครงการ วงเงินโดยรวมราว 2-3 แสนล้านบาท ช่วยหนุนงานในมือปัจจุบันที่ระดับ 9.3 หมื่นล้านบาทให้เพิ่มขึ้น
ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2562-2563
เราปรับประมาณการกำไร 2562 และ 2563 ลง 30% และ 25% ตามลำดับ อยู่ที่ 1.1 พันล้านบาท และ 1.2 พันล้านบาท ผลกระทบจากโครงการรัฐสภาที่ยังคงอยู่และงานใหมที่มีมาร์จิ้นน้อยกว่าที่คาด เราปรับมาร์จิ้นลดลงเป็น 5.9%และ 6.2% และปรับรายได้ลง14.6% และ 6% เป็น 3.2 หมื่นล้านบาท และ 3.5 หมื่นล้านบาท จากงานใหม่ที่ไม่สามารถรับรู้รายได้ทัน โดยปรับใช้ราคาเหมาะสมปี 2563 เป็น 24.80 บาท (อ้างอิง PBV -0.50 SD ที่ 3.16 เท่า) เราปรับลดคำแนะนำ เป็น เก็งกำไร จาก ซื้อ แม้ว่าราคาเหมาะสม เมื่อเทียบกับราคาตลาด ยังมีส่วนต่างราคา 34% อย่างไรก็ดี ความอ่อนไหวของระดับมาร์จิ้นยังคงเป็นประเด็นที่เฝ้าระวัง
บทวิเคราะห์นี้จัดทำขึ้นและเผยแพร่โดยทีมนักวิเคราะห์ของ Yuanta Securities








