Google วางแผนยุติการผลิต Pixel ในจีนภายในปี 2027
4 เหตุผลที่คงคำแนะนำ "ซื้อ" 1) คาดกำไรปกติ 2H62 เติบโต HoH และโตสูง YoY หลังส่วนแบ่งการตลาด Energy drinks เพิ่มขึ้นมีนัยสำคัญใน 3Q62, C-Vitt มีกำลังการผลิตใหม่ กลุ่มของใช้ส่วนบุคคลมีสินค้าใหม่ต่อเนื่อง และตลาดต่างประเทศจะกลับมาเติบโต 2) ช่วง 4Q62 จะเริ่มส่งออกเครื่องดื่มบำรุงกำลังไปขายในเวียดนาม แต่เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป (ยังไม่รวมในประมาณการ) 3) โรงงานในเมียนมาร์ยังตามแผนคาดผลกระทบช่วงแรกไม่มาก เพราะเป็นการสร้างใหม่ทดแทนของเดิมที่จ้างคนอื่นผลิต หนุน GPM ปี 2563 (ยังไม่รวมในประมาณการ) และ 4) ปรับเพิ่มกำไรปกติปี 2563 ขึ้น 12%
|
คาด 2H62 จะโตสูง YoY คาดกำไรช่วงที่เหลือของปีในกรอบ 1,500- 1,600 ลบ. เติบโต 18% YoY+/- เนื่องจากรายได้จากกำลังการผลิตใหม่ของ C-Vitt กลับมาเดินเครื่องเต็มที่พร้อมกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีกราว 20% นอกจากนี้มียอดขายจากสินค้าตัวใหม่เป็นเครื่องดื่มกลุ่ม Sport drinks มาช่วยเพิ่มยอดขาย ขณะที่สินค้ากลุ่มของใช้ส่วนบุคคลคาดเติบโตสูงจากทำ Rebranding ตัว Twelve Plus และสินค้าใหม่กลุ่ม Babi mild สร้างรายได้มากขึ้น ส่วนรายได้จากเครื่องดื่มบำรุงกำลังโตเด่น YoY จากส่วนแบ่งทางการตลาดในประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ M150 ที่อยู่ที่ 37.8% ใน 2Q62 ดีขึ้นจาก 37.2% ใน 1Q62 และล่าสุดเดือน ก.ค. ส่วนแบ่งของ M150 เพิ่มขึ้นต่อเป็น 38% และส่วนแบ่งเครื่องดื่มบำรุงกำลังทั้งหมดของ OSP ขึ้นเป็น 54.1% รายได้ในพม่าคาดเริ่มเติบโตทั้ง HoH และ YoY เพราะทำกิจกรรมกทางการตลาดมากขึ้น ส่วน GPM ยังทรงตัวสูงแม้มีการใช้อัตราภาษีน้ำตาลใหม่ เพราะปรับสูตรน้ำตาลน้อยไปก่อนแล้ว ปี 2563 จะเป็นปีที่ดีทั้ง OSP และอุตสาหกรรม ภัยแล้งที่คาดว่าจะกระทบไปถึงปีหน้า และอุณหภูมิโลกที่คาดว่าจะร้อนขึ้นจากเหตุไฟไหม้ป่าอเมซ่อนที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีรายงานมา เราเชื่อว่าอุตสาหกรรมเครื่องดื่มของไทยและโลกจะได้อานิสงค์บวกนี้ ขณะที่ OSP ขยายธุรกิจเชิงรุกในประเทศเพื่อนบ้าน คือ 1) โรงงานผลิตเครื่องดื่มในเมียนมาร์จะแล้วเสร็จใน 4Q62 และสร้างรายได้เต็มที่ในปี 2563 คาดจะทำกำไรได้ไว เพราะเป็นการย้ายกำลังการผลิตเดิมที่จ้างคนอื่นผลิตมาผลิตเอง ช่วยให้อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานใหม่ถูกใช้ไม่น้อยกว่า 50% หากย้ายมาผลิตเองได้ทั้งหมด และยังช่วยให้ GPM ของ OSP เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งยังไม่รวมในประมาณการ และ 2) ช่วง 4Q62 จะเริ่มส่งออกเครื่องดื่มบำรุงกำลังไปจำหน่ายในประเทศเวียดนาม ได้ผู้จัดจำหน่ายท้องถิ่นที่มีศักยภาพ แต่ด้วยการแข่งขันที่รุนแรงจึงไปแบบค่อยเป็นค่อยไปโดยเน้นสินค้าที่มีความนิยมเฉพาะกลุ่ม (Niche market) ก่อน ยังไม่รวมในประมาณการเช่นกัน ปรับประมาณการกำไรขึ้น 12% กำไร New high อย่างน้อยถึงปี 2564 คงแนะนำ ซื้อ ปรับประมาณการรายได้ปี 2563 ขึ้น 4% เป็น 28,650 ลบ. (+9.8% YoY) โดยหลักมาจากของใช้ส่วนบุคคลเติบโต 10.4% YoY รายได้จากการ OEM ให้ C-Vitt เติบโต 8.7% และ OEM อื่นๆ เติบโต 8.5% จากการเปิดโรงงานหลอมแก้วแห่งใหม่ทำให้รับออเดอร์ได้มากขึ้น อีกทั้งมีงานรับจ้างล้างเศษแก้วเต็มปี อัตรากำไรขั้นต้นคาดที่ 35.5% เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่คาดไว้ที่ 34.9% เพราะมาตรการ Fit Fast Firm ที่ช่วยลดต้นทุนการผลิต อีกทั้งโรงหลอมเศษแก้วแห่งใหม่สร้างรายได้เต็มปีเป็นปีแรก นอกจากนี้โรงงานใหม่ในเมียนมาร์จะมีส่วนช่วยเพิ่ม GPM ได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งยังไม่รวมในประมาณการ ส่งผลให้กำไรปกติเพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิม 12.3% เป็น 3,672 ลบ. (New high) เติบโต 20.0% YoY และ New high ต่อถึงปี 2564 เป็นอย่างน้อย อิงวิธี DCF ด้วย WACC 8.2% และ Terminal growth 4% (มีมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม แต่ OSP มีส่วนแบ่งทางการตลาดทีมั่นคง) ได้ราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2563 ที่ 45.50 บาท มี Upside gain 19.0% คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาปัจจุบันซื้อขายที่ PER2563 ที่ 31.3x ไม่ถูกแต่ยังมีหลายปัจจัยบวกที่ยังไม่รวมในประมาณการ อีกทั้ง PBVS 2563 ต่ำเพียง 6.3x เทียบกับ CBG ที่ 9.1x |
ส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นในทุก Segment
บริษัทตั้งเป้าส่วนแบ่งทางการตลาดกลุ่มเครื่องดื่มบำรุงกำลังที่ 54% ณ สิ้น 2Q62 ทำได้แล้ว 53.8% เครื่องดื่ม M-150 แม้มีฐานที่ใหญ่แต่ยังเพิ่มขึ้นจาก 37.2% ใน 1Q62 เป็น 37.8% ใน 2Q62 และแตะ 38% แล้วในเดือน ก.ค. นอกจากนี้เครื่องดื่มบำรุงกำลังที่จับเฉพาะกลุ่มอย่าง โสมอินซัม และฉลามได้แรงหนุนจากฉลามกระชายดำ มีการเติบโตสูงต่อเนื่องที่ 25.1% YoY และ 33.9% YoY ตามลำดับ กลุ่ม Functional drinks มีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้จาก 28.4% ใน 2Q61 เป็น 33.6% โดย C-Vitt เติบโต 22.5% YoY มีการเพิ่มช่องทางในสถานศึกษาโดยใช้บรรจุภัณฑ์ในรูปแบบกล่องแทนขวดแก้ว ทำให้ครองส่วนแบ่งที่ 1 ในกลุ่มนี้อย่างมั่นคง เครื่องดื่ม Peptein Plus ที่ปรับสูตรใหม่ ช่วยเพิ่มยอดขายให้ Peptein เติบโตถึง 70.8% YoY ที่สำคัญมีการปรับใช้ขวดรูปแบบเดียวกับลิโพทำให้ Line การผลิตขวด Line นี้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น
ส่วนกลุ่มของใช้ส่วนบุคคลมีการออกสินค้าใหม่กลุ่ม Babi Mild คือ Sweet Almond ในเดือน มี.ค. 2562 หนุนรายได้เติบโต 24.3% YoY กลุ่ม Twelve Plus มีการ Rebranding และออกแป้งเย็นทำให้ได้อาสิสงค์จากฤดูร้อนหนุนรายได้โต 22.7% YoY และกลุ่ม EXIT โรลออนสำหรับผู้ชายซึ่งเป็นสินค้าที่เรียกได้ว่าหายไปแล้วในตลาดกลับมามีชีวิตอีกครั้งด้วยยอดขายที่เติบโต 20.8% YoY หลังมีการทำโฆษณาร่วมกับ BNK48 สินค้าในกลุ่มนี้คาดว่าจะมียอดขายที่โดดเด่นต่อใน 3Q62 เพราะปกติแล้วใช้เวลา 6 – 8 เดือนในการสร้างรายได้ที่มีนัยสำคัญหลังออกสินค้าตัวใหม่
ตลาดเมียนมาร์: ถูกค่าเงินบาทที่แข็งค่ากระทบการเติบโตของรายได้มาต่อเนื่อง 3 ไตรมาส แต่หากพิจารณาที่ค่าเงินท้องถิ่นเติบโตในระดับเลขหลักเดียวช่วงสูง แต่คาดวาจะกลับมาเติบโตด้วยเลข 2 หลักได้ในช่วง 2H62 และในรูปเงินบาท อาจกลับมาเติบโตได้ YoY และ HoH มีการทำการตลาดที่เป็นเชิงรุกมากขึ้น โดยเพิ่มการโฆษณาทาง TV มากขึ้น ด้วยการใช้ Khar Ra นักร้องนักแสดงชื่อดังของเมียนมาร์โชว์จุดขายเครื่องดื่ม Shark เป็นเครื่องดื่มที่ดื่มได้ทุกโอกาส ทั้งนี้เพื่อเพิ่มฐานลูกค้ากลุ่มช่วงอายุใหม่ๆ และเพิ่มอัตราการดื่มต่อวันต่อคนปัจจุบันอยู่ที่ราว 11 ขวด/คน/ปี เทียบกับกัมพูชาที่ราว 20 ขวด/คน/ปี และไทยที่ราว 32 ขวด/คน/ปี
Source : Company, Yuanta research |
บทวิเคราะห์นี้จัดทำขึ้นและเผยแพร่โดยทีมนักวิเคราะห์ของ Yuanta Securities








