KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
ปัจจัยแวดล้อมมีน้ำหนักไปทางลบ เริ่มจากความกังวลเรื่องนโยบายการเงินตึง ตัวเชิงรุกของ Fed ไม่ว่าจะเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ย และการลดขนาดงบดุล กดดันให้ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลดลงแรง ซึ่งเป็น Sentiment เชิงลบต่อตลาด หุ้นบ้านเรา ส่วนปัจจัยในประเทศมองเห็นภาพเงินเฟ้อ ที่จะปรับตัวสูงขึ้นช่วง เดือน พ.ค.65 หลังจากที่มาตรการพยุงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บาท/ลิตร หมดอายุลงทำให้ราคาขายปรับสูงขึ้น, มาตรการคนละครึ่งเฟส 4 หมดอายุ และ สถานการณ์สู้รบ รัสเซีย-ยูเครน มีแนวโน้มยืดเยื้อ หากนำองค์ประกอบ ดังกล่าวไปรวมกับเงินบาทที่อ่อนค่า ทำให้ความเสี่ยงต่อการขึ้นดอกเบี้ยมีมาก ขึ้น ส่วนข่าวดีเป็นเรื่อง ศบค. ที่ผ่อนคลายมาตรการควบคุม Covid
เริ่มกลัวเรื่อง Sell in May คาด SET Index ผันวผนทิศทางลง กรอบการ เคลื่อนไหว 1675 – 1695 จุด พอร์ตจำลองไม่มีปรับเปลี่ยน โดยยังถือเงินสด 5% หุ้น Top Pick เลือก AOT (BK:AOT), BH และ BLA
ตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับตัวลงแรง กังวลการใช้นโยบายตึงตัวของ FED
ตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับตัวลงแรงทุกดัชนีกว่า 2% โดยนับเป็นสัปดาห์ที่ 3 ติดต่อกันแล้วที่ ดัชนี S&P500 และดัชนี Nasdaq ปรับตัวลง ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลงเป็นสัปดาห์ ที่ 4 ติดต่อกัน (ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลงมากที่สุดนับตั้งแต่ต.ค. 2563) โดยปัจจัยกดดันมี 2 ส่วน ดังนี้
1. บริษัทจดทะเบียนในสหรัฐคาดการณ์ผลประกอบการที่อ่อนแอกว่าคาด ซึ่ง ในสัปดห์นี้มีกว่า 180 บริษัทที่จะรายงานผลประกอบการ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 50% ของ Market Cap
2. นักลงทุนวิตกเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลังจากนาย เจอโรม พาวเวล สนับสนุนให้เฟดดำเนินการเร็วขึ้นเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ และระบุ ว่ามีโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% ในการประชุมเดือนพ.ค. (หากเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.5% จริง นับว่าเป็นครั้งแรกที่เฟดปรับขึ้น อัตราดอกเบี้ย 0.50% นับตั้งแต่ปี2543) รวมถึงการประชุม FED Minutes ครั้งก่อนมีการส่งสัญญาณว่า FED จะลดขนาดงบดุลลงเดือนละ 9.5 หมื่นล้าน ดอลลาร์อีกด้วย จึงทำให้ ความกังวล Inverted Yield Curve กลับมาอีกครั้ง โดย Bond Yield ระยะ 2 ถึง 5 ปี เร่งตัวขึ้นมาเร็วกว่าระยะยาว ทำให้มีโอกาส เห็น Inverted Yield Curve ได้หลายคู่
สรุปคือ การเดินหน้านโยบายการเงินตึงตัวของ Fed และธนาคารกลางหลายแห่งทั่ว โลก ยังต้องเดินหน้าต่อเนื่อง เพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ ผลดังกล่าวต้องถือเป็นแรงกดดันต่อ ตลาดหุ้นในอนาคตอันใกล้และต้องติดตามประเด็นดังกล่าวอย่างใกล้ชิด คาดวันนี้ กรอบ SET Index อยู่ที่ 1675-1695 จุด
ตลาดจะถูกกดดันจากเงินเฟ้อเร่งตัว เดือน พ.ค.65 ... กังวล Sell in May เดือน พ.ค.65 มีหลายองค์ประกอบที่ชี้ให้เห็นว่า มีโอกาสเกิดเงินเฟ้อเร่งตัวในประเทศ และอาจถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่กดดันให้ตลาดผันผวนดังนี้
-
แผนตรึงราคาขายปลีกดีเซลไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาทจะครบ 3 เดือน ใน วันที่ 20 พ.ค. 65 อาจมีโอกาสทำให้ราคาน้ำมันปรับขึ้น และคาดว่า ผู้ประกอบการขนส่งจะมีการปรับขึ้นค่าขนส่ง 15-20% หลังรัฐบาลยกเลิก มาตรการ
-
มาตการ “คนละครึ่ง” เฟส 4 ที่จะหมดลงใน 30 เม.ย. 65 และด้วยเงินทุน กระตุ้นเศรษฐกิจที่มีเหลือจำกัดราว 7.4 หมื่นล้านบาท ทำให้การผลักดัน มาตการ “คนละครึ่ง” เฟส 5 มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยลง
-
การคว่ำบาตรรัสเซียในหลายๆประเทศยังยืดเยื้อ ทำให้สินค้าส่งออกหลักของ รัสเซียที่ส่วนใหญ่จะเป็นทรัพยากรธรรมชาติ มีโอกาสขาดแคลนในช่วงสั้น เป็น อีกส่วนหนึ่งที่เร่งให้เกิดภาวะเงินเฟ้อได้
สรุปคือ ปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าประเทศไทยต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อ เพิ่มขึ้น ขณะที่การกระตุ้นทางการคลังเริ่มลดน้อยลง จากหลายๆ มาตรการทยอย หมดอายุ กดดันให้ปัจจัยผลักดันตลาดหุ้น สร้างความกังวลเรื่อง Sell in May
เปิดประเทศ คลายมาตรการ ข่าวดีสำหรับหุ้นเปิดเมือง
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ศบค. ชุดใหญ่เห็นชอบเปิดประเทศเต็มรูปแบบมากขึ้น เริ่มตั้งแต่ 1 พ.ค. 65 เป็นต้นไป มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังน
ยกเลิกระบบ Test & go คลายเงื่อนไขเข้าประเทศ
• ปรับระดับพื้นที่ของโรคโควิด19 ทั่วประเทศ เหลือแค่พื้นที่สีเหลืองและสีฟ้า
• ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในร้านได้ถึงเที่ยงคืนทั่วประเทศ
• ลดวันกักตัวเหลือ 5+5 จาก 7+3 คือ กักตัว 5 วัน สังเกตอาการ 5 วัน
• การจัดกิจกรรมรวมกลุ่มผ่อนคลายขึ้น
• เปิดเรียนแบบ On-Site
ประเด็นดังกล่าวถือเป็น Sentiment ที่ดีต่อหุ้นเปิดเมือง แนะนำหุ้นท่องเที่ยว MINT, ERW, CENTEL หุ้นสถานที่ท่องเที่ยวและจับจ่าย CPN, CRC, CPALL (BK:CPALL) หุ้นเกี่ยวกับ การเดินทาง AOT, AAV, BEM เป็นต้น
เบื้องต้นเริ่มเห็น Earning 1Q65 มีโอกาสชะลอลง จากการทำ Preview ปัจจุบันฝ่ายวิจัยฯ ได้มีการทำ Earning Preview มาทั้งหมด 35 บริษัท มีกำไรรวมทั้งสิ้น 9.6 หมื่นล้านบาท (ลดลง 8.4%QoQ, ลดลง 23%YoY)
และหากลงรายละเอียดเป็นรายหุ้น พบว่า หลักๆ กำไรถูกกดดันจาก หุ้นอิงกับราคา Commodity อาทิ หุ้นปิโตรฯ ถูกกดดันจาก Spread ลดลง หุ้นน้ำมันถูกกดดันจากการ hedging รวมถึง หุ้นถุงมือยางกำไรลดลงจากหลักหมื่นล้านบาท เหลือระดับ 1 พันล้าน บาท อย่างไรก็ตามยังเห็นกลุ่มหุ้นอิงกับการเปิดเมือง ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวดีต่อเนื่อง
สรุป เบื้องต้นเห็นแนวโน้มกำไรบริษํทจดทะเบียนงวด 1Q65 มีโอกาสชะลอลง ถือ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดหุ้นไทยขยับขึ้นได้ยากในระยะถัดไป
Fund Flow กับ Earning1Q65 ชะลอลง กดดัน SET Index ขยับขึ้นยาก แนะ BH, BLA, AOT
ตลาดห้นไทย มีโอกาสผันผวนตามตลาดหุ้นโลก จากความกังวลนโยบายการเงินแบบตึง ตัวที่อาจเร่งขึ้น Fed อาจขึ้นดอกเบี้ย 0.5% ในเดือน พ.ค. (ปกติขึ้นทีละ 0.25%) พร้อม กับมี Inverted Yield Curve เกิดขึ้นหลายคู่ตามที่กล่าวไว้ในหัวข้อก่อนหน้า ขณะที่ ตลาดหุ้นไทยเริ่มเห็นแรงกดดันเพิ่มเติมจากหลายทาง
1. Fund Flow ต่างชาติเริ่มขะลอการไหลเข้า โดยในวันศุกร์ที่ผ่านมา ต่างชาติสลับมาขายสุทธิหุ้นไทย 928 ล้านบาท หลังจากซื้อสุทธิติดต่อกัน 3 วันทำการกว่า 4.3 พันล้านบาท
2. ต่างชาติกลับมาชอร์ตสุทธิสัญญา SET50 Futures 2.8 หมื่นสัญญา มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในเดือนนี้กดดันหุ้นขนาดใหญ่และตลาดมีโอกาสผันผวนมากขึ้น
3. ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่า ล่าสุดขึ้นไปแตะ 34 บาท/เหรียญ เป็นส่วนหนึ่งที่กดดัน Fund Flow ที่ชะลอการไหลเข้าตลาดหุ้นไทย เนื่องจากต่างชาติมีโอกาสขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน
4. ผลประกอบการงวด 1Q65 มีโอกาสชะลอลงจากหุ้นที่อิงกับราคา Commodity ซึ่งมีสัดส่วนกำไรถึง 1 ใน 3 ของตลาดฯ ทั้งจาก Spread ที่แคบลง และขาดทุนจากการทำ Hedging (รายละเอียดตามหัวข้อก่อนหน้า)
สรุปคือ ปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมา ทั้งแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ส่งผลกระทบมาถึง ภาพรวมผลประกอบการอาจไม่ได้สดใสอย่างที่คาด กดดันให้ตลาดหุ้นในช่วงนี้ และ ในเดือน พ.ค. มีโอกาสผันผวนมากขึ้น ส่วนกลยุทธ์การลงทุนวันนี้ เน้น Selective Buy แนะนำ หุ้น Defesive BH, หุ้น ประกันได้ Sentiment Bond Yield ขยับขึ้น BLA และหุ้นเปิดเมืองราคา Laggard AOT เป็น Toppick
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








