S&P 500 แตะ All-Time High หลัง PPI สหรัฐฯ ต่ำกว่าคาด
ผู้ให้บริการขนส่งพัสดุรายใหญ่ที่สุดของโลกอย่างบริษัท FedEx เริ่มส่งสัญญาณเตือนสำหรับนักลงทุนออกมาแล้ว ในช่วงที่มีการรายงานผลประกอบการของบริษัทออกมาเมื่อวันที่ 17 กันยายน เมื่อบริษัทปรับลดตัวเลขผลกำไรที่คาดการณ์ประจำไตรมาสที่ 1 ของปี 2020 ลงเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจทั่วโลกที่กำลังย่ำแย่ อันเป็นผลจากภาวะสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ส่งผลให้ธุรกิจของบริษัทซึ่งเปรียบเสมือนตัวพยุงสภาวะเศรษฐกิจโลกต้องได้รับผลกระทบไปด้วย
บริษัทขนส่งพัสดุที่ตั้งอยู่ในเมืองเมมฟิส รัฐเทนเนสซีแห่งนี้คาดว่าจะมีกำไรต่อหุ้นลดลงไป 16-29% ในปีนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ในเดือนมิถุนายนได้คาดการณ์ไว้ว่าจะลดลงเป็นตัวเลขเปอร์เซ็นต์หลักเดียวในระดับกลางๆ เท่านั้น นอกจากนั้น FedEx ยังได้ลดตัวเลขรายได้ที่คาดการณ์ลงด้วยเช่นเดียวกัน
นายเฟรด สมิธ ประธานกรรมการบริหารของบริษัทกล่าวในที่ประชุมว่า “เศรษฐกิจทั่วโลกยังคงชะลอตัว เราจึงต้องลดการบริการลงด้วยเช่นกัน”
คำเตือนในด้านผลกำไรดังกล่าวออกมาหลังจากที่บริษัทได้รายงานว่าในไตรมาสแรกของปี บริษัทมีกำไรลดลง 11% อันเกิดจากหน่วยธุรกิจขนส่งด่วน ที่ให้บริการขนส่งทางเครื่องบินเจ็ทซึ่งมีความอ่อนไหวต่อภาวะการค้าของโลก
ลางร้ายของหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมโรงงาน
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้หุ้นของ FedEx ปรับตัวลดลงไปเมื่อวานนี้ โดยลดลงไปเกือบ 13% ไปอยู่ที่ $150.91 ซึ่งถือว่าเป็นราคาต่ำสุดในรอบมากกว่าสองปี หากนับจากจุดที่ราคาหุ้นของ FedEx เคยทำได้สูงสุดในช่วงต้นปี 2018 ที่ระดับ $274.66 ก็ถือว่าตอนนี้ได้ปรับลดลงไปแล้วราว 45%
กราฟราคาหุ้นของ FedEx
การร่วงลงอย่างหนักของหุ้น FedEx นี้ถือว่าเป็นลางไม่ดีสำหรับหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมโรงงานอย่างเช่น Caterpillar และ Deere & Company ด้วย เนื่องจากการที่เศรษฐกิจโลกเริ่มชะลอตัวอาจส่งผลเสียต่อยอดขายและทำให้ฟื้นตัวได้ช้ามากขึ้น
แต่นักลงทุนควรทราบด้วยว่าในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจยังคงมีความผันผวนสูงเช่นนี้ การกล่าวโทษทุกอย่างกับเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียวเป็นเทคนิคอย่างหนึ่งที่ซีอีโอหลายคนมักใช้เพื่อปิดบังปัญหาภายในของบริษัทของตน ในกรณีของ FedEx ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกหลายอย่างที่ส่งผลทำให้ผลประกอบการของบริษัทย่ำแย่ลง
ปัจจัยสำคัญที่สุดที่สร้างปัญหาต่อเนื่องให้กับบริษัทมายาวนานก็คือการตัดสินใจเข้าซื้อกิจการที่มีมูลค่าสูงอย่างบริษัท TNT ในปี 2015 นั่นเอง ปัจจุบันข้อตกลงในการซื้อบริษัทดังกล่าวยังคงอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ จึงทำให้นักลงทุนยังไม่เชื่อมันเต็มร้อยว่าจะเกิดผลดีกับ FedEx ได้
FedEx เปิดเผยเดือนมีนาคมว่า ต้นทุนที่จะต้องใช้ในการควบรวมกิจการนับไปถึงปี 2021 น่าจะสูงกว่า 1.5 พันล้านเหรียญและมีโอกาสที่จะสูงขึ้นอีกมาก อุปสรรคในการควบรวมกิจการ ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจของยุโรปที่กำลังชะลอตัวยิ่งทำให้นักลงทุนกังวลในเรื่องความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจากการเข้าซื้อ TNT ในครั้งนี้ นักวิเคราะห์บางคนก็ยังคงสงสัยว่าเหตุใดบริษัทจึงตัดสินใจดำเนินการเช่นนั้น
ภายหลังจากที่มีการประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ออกมาเมื่อวันพุธ นักวิเคราะห์จากบริษัท Stifel, BMO, ธนาคาร Deutsche Bank และ KeyBanc ต่างก็ลดระดับความน่าเชื่อถือของหุ้น FedEx ลง โดยตั้งคำถามว่าเมื่อใดบริษัทจึงจะสามารถพลิกกลับมาทำกำไรได้อีกครั้ง ธนาคาร Deutsche Bank กล่าวในรายงานว่าธนาคารได้ปรับลดความน่าเชื่อถือของหุ้น FedEx ลงให้เป็น “ถือ” จากที่เคยแนะนำให้ “ซื้อ” และได้ปรับราคาที่คาดหมายจาก $178 ลงเหลือ $142 ด้วยเหตุผลว่า
"ในขณะที่บางคนอาจมองว่าจุดนี้เป็นราคาต่ำสุดของหุ้น FedEx แล้ว แต่เราเชื่อว่า ตราบใดที่ฝ่ายบริหารของบริษัทยังไม่ออกมาแสดงความรับผิดชอบกับผลงานที่ผ่านมาหรือแสดงแนวทางการแก้ไขที่เป็นไปได้อย่างชัดเจนเพื่อให้ผลประกอบการและกระแสเงินสด (ที่จะก่อให้เกิดรายได้) เพิ่มมากขึ้น หุ้นของ FedEx ก็จะยังคงดิ่งลงต่อไปอย่างแน่นอน”
จากสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ทำให้ FedEx ต้องปรับโครงสร้างการดำเนินงานภายในบริษัทเพื่อให้สอดคล้องกับการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในปัจจุบัน ล่าสุด FedEx เพิ่งบรรลุข้อตกลงและทำสัญญาร่วมกับ Amazon และได้ประกาศแผนการที่จะให้บริการจัดส่งสินค้าถึงบ้านภายใน 7 วัน และลดการจัดส่งผ่านทางไปรษณีย์สหรัฐฯ
บทสรุป
การคาดการณ์ผลประกอบการของ FedEx ที่ยึดติดอยู่กับภาวะทางการค้าและสภาวะเศรษฐกิจโลกนั้นเป็นการตอกย้ำว่านักลงทุนยังไม่ควรตัดสินใจเข้าซื้อหุ้นใดๆ ที่อ้างอิงภาวะเศรษฐกิจโลก ราคาหุ้นของ FedEx ในขณะนี้จึงน่าจะยังปรับลดลงต่อไปอีกเนื่องจากยังมีปัจจัยเสี่ยงอีกหลายอย่าง ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจในภาพรวม ปัญหาในการควบรวมกิจการกับบริษัท TNT รวมทั้งต้นทุนที่มหาศาล ปัจจัยด้านลบต่างๆ เหล่านี้จะยังเป็นแรงกดดันต่อสภาพคล่องทางการเงินของบริษัทและทำให้โอกาสของการที่จะได้รับเงินปันผลที่สูงขึ้นต้องหดหายไปด้วยเช่นกัน








