Google วางแผนยุติการผลิต Pixel ในจีนภายในปี 2027
จจุบันสัญญาณของสภาวะเศรษฐกิจถดถอยเริ่มก่อตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ดัชนี PMI ในภาคการผลิต จาก ISM ที่ประกาศออกมามาเมื่อวานนี้มีค่าลดลงเป็นครั้งแรกในรอบสามปี เมื่อพิจารณาประกอบกับความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจบวกกับสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่ยังยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่สองก็ยิ่งทำให้ตลาดและสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันย่ำแย่ลงไปอีก
ขณะเดียวกัน ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ รุ่นอายุ 10 ปี ก็ยังคงปรับลดลงต่อเนื่อง และตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นมาก็ยังคงทำรูปแบบ Inversion เมื่อเทียบกับผลตอบแทนพันธบัตรรุ่นอายุ 2 ปี ซึ่งนับเป็นปรากฏการณ์ที่เคยทำให้เกิดการถดถอยของเศรษฐกิจในอดีตมาก่อน
แต่แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจถึงคราวที่จะถดถอยลงจริงๆ ก็ยังมีหหุ้นอยู่จำนวนหนึ่งที่จะสามารถช่วยสร้างรายได้ให้กับพอร์ตของคุณได้ เราเห็นว่าหุ้นสามตัวต่อไปนี้เป็นหุ้นที่น่าลงทุนซื้อในช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังจะเป็นขาลง
1. Dollar General: ธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ที่ทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจขาลง
หุ้นของ Dollar General (NYSE:DG) บริษัทค้าปลีกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ในปีนี้ปรับตัวขึ้นได้เกือบ 44% โดยไปปิดตลาดเมื่อวันอังคารที่ระดับ $155.63 ใกล้กับราคาสูงสุดตลอดกาลที่เคยทำได้เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ระดับ $158.90 เพียงเล็กน้อย และมีมูลค่าตลาดปัจจุบันอยู่ที่ 40,000 ล้านเหรียญ
การที่บริษัทนี้เป็นบริษัทที่มีความทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจขาลงถือว่าเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล เพราะเมื่อการเงินเริ่มฝืดเคือง ผู้บริโภคก็มักจะมองหาแหล่งช็อปปิ้งทางเลือกอื่นๆ ที่มีราคาถูกลง ซึ่งก็คือเป้าหมายของธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่นั่นเอง
บริษัท Dollar General ซึ่งมีสาขาอยู่มากกว่า 15,000 แห่งใน 44 รัฐ เปิดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องใช้ภายในบ้าน รวมทั้งผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัวต่างๆ ในราคาสุดประหยัด โดยมีการเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างชัดเจนว่ามีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นกลุ่มที่มีรายได้ในครัวเรือนน้อยกว่า $35,000
กราฟหุ้น DG
ธุรกิจที่ก่อตั้งในเมืองกู้ดเลทสวิลล์ รัฐเทนเนสซีแห่งนี้ได้ประกาศผลประการประจำ ไตรมาสที่สอง ออกมาเมื่อวันที่ 29 สิงหาคมได้มากเหนือความคาดหมาย แม้ว่าจะมีภาระในเรื่องอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนมากขึ้นก็ตาม
Dollar General รายงานว่ามีกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ $1.74 ซึ่งมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ $1.57 และมียอดขายประจำไตรมาสรวมทั้งสิ้น 6,980 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วมากกว่า 8% และสูงกว่าจำนวนที่คาดไว้ที่ 6,890 ล้านเหรียญ
ยอดขายของสาขาซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญในธุรกิจค้าปลีกซึ่งเป็นการวัดประสิทธิภาพของยอดขายของแต่ละสาขานั้นปรับเพิ่มขึ้น 4% มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 2.5%
จากรายงานตัวเลขที่ดีขึ้นดังกล่าวทำให้บริษัทปรับเพิ่มตัวเลขที่คาดการณ์ของปี 2019 ขึ้นอีก โดยคาดว่าจะมียอดขายเพิ่มขึ้น 8% จากที่คาดไว้เดิม 7% ยอดขายของสาขาน่าจะขยายตัวขึ้นได้น้อยถึงปานกลางในช่วง 3% จากที่เคยคาดไว้ที่ 2.5%
2. Planet Fitness: ธุรกิจสถานออกกำลังกายราคาประหยัด
ในช่วงที่เริ่มมีหลักฐานชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังจะเข้าสู่ภาวะถดถอย หุ้นของ Planet Fitness (NYSE:PLNT) เป็นหนึ่งในหุ้นที่คุณควรให้ความสนใจ ธุรกิจสถานออกกำลังกายแห่งนี้เปิดให้บริการด้วยค่าสมัครชิกเพียง $10 และปัจจุบันมีสมาชิกอยู่ 14 ล้านคนใน 1,859 สาขา เมื่อพิจารณาจากจำนวนสมาชิกและจำนวนสาขาที่มีก็สามารถเรียกได้ว่า Planet Fitness เป็นหนึ่งในธุรกิจฟิตเนสที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ แห่งหนึ่งเลยทีเดียว
ธุรกิจการรับสมัครสมาชิกของ Planet Fitness ที่เน้นในเรื่องค่าสมาชิกรายเดือนที่ประหยัดทำให้บริษัทเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีความทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจขาลงได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งที่น่าพิจารณาเช่นกัน ข้อดีของบริษัทคือไม่ค่อยมีความเกี่ยวข้องกับประเทศจีน ดังนั้นจึงแทบไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน
หุ้นของ Planet Fitness ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2019 มาจนถึงปัจจุบันได้ปรับตัวขึ้นเกือบ 25% ไปปิดตลาดเมื่อคืนนี้ที่ระดับ $67.08 และมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 6,180 ล้านเหรียญ
กราฟหุ้น PLNT
จาก รายงานผลประกอบการ ประจำไตรมาสที่สองที่ประกาศออกมาเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม บริษัทซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองแฮมป์ตัน ในรัฐนิวแฮมป์เชียร์แห่งนี้สามารถทำยอดขายและกำไรได้สูงกว่าเป้า โดยมีกำไรต่อหุ้นประจำไตรมาสที่สองซึ่งสิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายนอยู่ที่ $0.45 มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ $0.41 และเพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว $0.34 นอกจากนั้นยังมีรายได้เพิ่มขึ้น 29.3% เป็น 181.6 ล้านเหรียญ มากกว่าที่คาดไว้ที่ 167.8 ล้านเหรียญ
ผลประกอบการที่ดีขึ้นอย่างมากได้รับอิทธิพลมาจากยอดขายของสาขาที่มากขึ้นถึง 8.8%
บริษัทจึงมีการปรับเพิ่มตัวเลขกำไรและยอดขายที่คาดการณ์ขึ้นอีกเช่นกัน โดยคาดว่าจะมีกำไรต่อหุ้นตลอดทั้งปีนี้เพิ่มขึ้นอีก 26% จากที่คาดไว้ที่ 25% รวมทั้งคาดว่าจะมียอดขายเพิ่มขึ้น 18% จากที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ที่ 15%
3. TJX Companies: ธุรกิจค้าปลีกสินค้าราคาถูก
บริษัทสุดท้ายที่นำมาฝากในวันนี้ยังคงอยู่ในกลุ่มธุรกิจค้าปลีก นั่นก็คือ TJX Companies (NYSE:TJX) ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ T.J. Maxx, Marshalls และ Home Goods คือหนึ่งในธุรกิจทีจะสามารถสร้างผลกำไรได้แม้ในภาวะเศรษฐกิจขาลงเนื่องจากผู้บริโภคจะเริ่มหันเข้าหาร้านที่จำหน่ายสินค้าราคาประหยัดเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายลงนั่นเอง
TJX เปิดดำเนินธุรกิจทั้งหมด 4,412 สาขาใน 9 ประเทศ ประกอบไปด้วย สหรัฐฯ แคนาดา สหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ เยอรมนี ออสเตรีย เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ และออสเตรเลียโดยมีแบรนด์จากดีไซน์เนอร์ที่มีชื่อเสียงจำหน่ายในราคาที่มีส่วนลดสุดประหยัด โดยระบบการจัดการที่ให้ลูกค้าได้ใช้บริการในรูปแบบที่เรียกว่า “การล่าสมบัติ”
หุ้นของบริษัทปิดตลาดเมื่อคืนที่ผ่านมาอยู่ที่ $54.28 ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นเกือบ 21% ในปี 2019 และมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 65,500 ล้านเหรียญ
กราฟหุ้น TJX
ธุรกิจค้าเสื้อผ้าและอุปกรณ์ตกแต่งบ้านจากเมืองฟรามิงแฮมแห่งนี้รายงาน ผลประกอบการประจำไตรมาสที่สอง ออกมาเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม โดยมีกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ $0.62 ตามที่คาดไว้ และมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 9,780 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 5% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่ 9,330 ล้านเหรียญ
ยอดขายของสาขาสูงขึ้น 2% เนื่องจากมีจำนวนลูกค้าที่สาขาของ T.J. Maxx และ Marmaxx เพิ่มมากขึ้น ยอดขายที่สาขาของ TJX แคนาดาเพิ่มขึ้น 1% ส่วนที่ TJX International เพิ่มขึ้น 6%
นายเออร์นี เฮอร์แมน ประธานกรรมการบริหารของบริษัทกล่าวในรายงานว่า "ไตรมาสนี้นับเป็นไตรมาสที่ 20 แล้วที่เรามีจำนวนลูกค้าที่สาขา T.J. Maxx และ Marmaxx เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง" เขาเสริมด้วยว่า "ข้อมูลนี้ทำให้เห็นว่ารูปแบบการให้บริการลูกค้าที่เรียกว่าการล่าสมบัติที่เราใช้เป็นหลักการพื้นฐานมาโดยตลอดนั้นยังคงมีประสิทธิภาพท่ามกลางคู่แข่งในธุรกิจขายปลีกที่มีอยู่มากมาย รวมทั้งสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ"








