ข่าวเด่น
เสนอซื้อเสนอขาย
ประเภทตราสารทั้งหมด

โปรดลองค้นหาใหม่อีกครั้ง

Flash Sale 0
🏦📉 อัปเดตอัตราดอกเบี้ยเฟด? ติดตาม Fed Rate Monitor Tool เพื่อดูมุมมองคาดการณ์ล่าสุด >>
ดูความเป็นไปได้

สงครามการค้า เงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ย คือปัจจัยกำหนดอนาคตทางการเงิน

บทความโดย Antreas Themistokleous นักวิเคราะห์จาก Exness

 

หลังจากปีที่เต็มไปด้วยความผันผวนซึ่งถูกครอบงำโดยเงินเฟ้อและการเปลี่ยนแปลงแนวทางของธนาคารกลาง ตลาดโลกก้าวเข้าสู่เดือนพฤศจิกายนพร้อมความเสี่ยงที่คุ้นเคยแต่รุนแรงยิ่งขึ้น มาตรการภาษีได้กลับมาเป็นประเด็นสำคัญในด้านภูมิรัฐศาสตร์อีกครั้ง ขณะที่เงินเฟ้อที่ยังคงอยู่และความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับทิศทางการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังคงมีอิทธิพลต่อความเชื่อมั่นในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ สกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) และฟอเร็กซ์ การวิเคราะห์นี้มุ่งสำรวจว่าปัจจัยที่เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ทั้งเงินเฟ้อ มาตรการภาษี และความคาดหวังเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย อาจส่งผลต่อทิศทางการเคลื่อนไหวในอนาคตของ XAUUSD, BTCUSD และ EURUSD อย่างไร

ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ–จีนกลับมาอีกครั้ง จุดชนวนความไม่แน่นอนในตลาดโลกขึ้นอีกคราว

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีนกลับมาเป็นประเด็นหลักอีกครั้ง โดนัลด์ ทรัมป์ได้ยกประเด็นขู่เก็บภาษีในวงกว้างกลับมาอีกครั้ง รวมถึงความเป็นไปได้ในการเรียกเก็บภาษี 100% กับสินค้าจากจีน ขณะที่ทางการจีนตอบโต้ด้วยการควบคุมการส่งออกและมาตรการตอบโต้อื่นๆ ความตึงเครียดเหล่านี้กำลังสั่นคลอนความเชื่อมั่นของตลาด จุดกระแสความกังวลเกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทานขึ้นมาอีกครั้ง และเพิ่มแรงกดดันต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

เงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังคงระมัดระวังในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 

ในขณะเดียวกัน เงินเฟ้อในสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง โดยทรงตัวอยู่ต่ำกว่า 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าระดับเป้าหมายที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ กำหนดไว้ที่ 2% แต่ข้อมูลล่าสุดจากรายงานการจ้างงานของสหรัฐฯ บ่งชี้ว่า ธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องเริ่มพิจารณาการปรับลดอัตราดอกเบี้ยก่อนที่ตลาดแรงงานจะเริ่มแสดงสัญญาณของความเปราะบาง อัตราการว่างงานในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น และข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่มีแนวโน้มลดลงหรืออยู่ในระดับที่ไม่น่าพอใจ แสดงให้เห็นว่าอาจถึงเวลาที่ควรเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ย ก่อนที่สัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจจะปรากฏอย่างชัดเจ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในการสนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่ธนาคารกลางสหรัฐฯ กลับดูเหมือนจะลังเล เนื่องจากในอดีต การตอบสนองอย่างรวดเร็วเคยส่งผลในทางตรงกันข้าม การกลับมาของอุปสรรคทางการค้าและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น กำลังสร้างความซับซ้อนให้กับภารกิจของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในการควบคุมระดับราคาสินค้า แม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะยังคงถูกคาดหมายว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยสองครั้งภายในสิ้นปีนี้ แต่ผู้กำหนดนโยบายยังคงแสดงท่าทีระมัดระวัง โดยส่งสัญญาณว่าการรักษาเสถียรภาพของเงินเฟ้อควบคู่ไปกับการคงความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานนั้นเป็นเรื่องที่เปราะบางและมีความท้าทายสูง

ที่มา: CME FedWatch Tool ข้อมูล ณ วันที่ 21 ตุลาคม

ราคาทองคำอาจเริ่มอ่อนลง หลังจากทำสถิติสูงสุดรอบใหม่

สิ่งที่เกิดขึ้นบนกราฟราคาทองคำในตอนนี้ถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และอาจเป็นการคาดหวังเกินไปที่จะเชื่อว่าแรงส่งขาขึ้นจะสามารถดำเนินต่อไปได้ในระยะสั้น สิ่งที่น่าทึ่งเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวครั้งนี้คือ เราได้เห็นแรงซื้ออย่างต่อเนื่องมากกว่า 50 วัน โดยแทบไม่มีช่วงปรับฐานที่สำคัญเลย ยกเว้นกราฟแท่งเทียนขาลงล่าสุดบางช่วงเท่านั้น แท่งเทียนเหล่านี้บ่งชี้ว่าแนวโน้มขาขึ้นอาจเริ่มอ่อนแรงลง และมีความเป็นไปได้สูงที่การปรับฐานขาลงอาจเกิดขึ้นในช่วงการซื้อขายถัดไป และสามารถถือได้ว่าเป็นการวิ่งตามกระแสแบบ FOMO (กลัวพลาดโอกาส) ซึ่งเกิดจากการผสมผสานระหว่างความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก และความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง

จากมุมมองการวิเคราะห์ทางเทคนิค มีสัญญาณของการกลับตัวที่อาจเกิดขึ้น เช่น ค่า Stochastic Oscillator (เครื่องมือวัดความเคลื่อนไหวของราคาที่เปรียบเทียบราคาปิดปัจจุบันกับช่วงราคาสูงสุด-ต่ำสุดในอดีต) ที่อยู่ในภาวะซื้อมากเกินไปมาอย่างต่อเนื่องนานกว่า 2 เดือน และแนวต้านที่แข็งแกร่งจากขอบบนของ Bollinger Bands (เครื่องมือทางเทคนิคที่ใช้วัดความผันผวนของราคา) ซึ่งกำลังกดดันราคาลงด้านล่าง ในทางกลับกัน ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ยังคงยืนยันแนวโน้มขาขึ้นโดยรวม ขณะที่ Bollinger Bands ขยายตัวอย่างมาก ซึ่งบ่งชี้ว่ามีความผันผวนรองรับการเคลื่อนไหวที่รุนแรงของราคา  แม้ว่าการเข้าซื้อสินทรัพย์ใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดนัก แต่ก็ยังมีบางจุดเป้าหมายที่ได้จากระดับ Fibonacci Retracement (เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ใช้เพื่อค้นหาระดับที่เหมาะกับการซื้อขายหรือการวาง Stop Loss) ซึ่งอาจทำหน้าที่เป็นแนวรับของราคา และอาจเปิดโอกาสให้เข้าซื้อเพื่อทำกำไรระยะสั้นได้ แนวรับแรกที่เป็นไปได้อาจอยู่บริเวณประมาณ 4,125 ดอลลาร์ ซึ่งสอดคล้องกับระดับ Fibonacci Retracement รายวันที่ 23.6% แนวรับถัดไปอาจอยู่ที่ประมาณ 4,000 ดอลลาร์ซึ่งเป็นทั้งระดับ Fibonacci Retracement และแนวรับทางจิตวิทยาจากการเป็นเลขกลม

Bitcoin กลับมาเป็นจุดสนใจอีกครั้งหลังจากการเทขาย

การปรับฐานล่าสุดของ Bitcoin ได้กระตุ้นให้เกิดช่วงเวลาการลดความเสี่ยงอย่างกว้างขวางในตลาดต่างๆ ปริมาณการเปิดสถานะในตลาดฟิวเจอร์สลดลง 14% และอัตราค่าธรรมเนียมการถือครองลดลง 57% ซึ่งบ่งชี้ว่าเทรดเดอร์ลดการใช้เลเวอเรจและหันไปหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัยมากขึ้น กระแสเงินทุนใน ETF พลิกจากการไหลเข้าอย่างแข็งแกร่งไปเป็นการไหลออกถึง 813 ล้านดอลลาร์ ซึ่งบ่งชี้ถึงความสนใจจากสถาบันที่ลดลง กิจกรรมบนบล็อกเชนชะลอตัวลง แต่ผู้ถือครองระยะยาวยังคงสะสมต่อเนื่อง โดยมูลค่าทุนที่รับรู้เพิ่มขึ้น 1.4% ตัวชี้วัดด้านความสามารถในการทำกำไรอ่อนแอลงอย่างชัดเจน โดยปริมาณเหรียญที่ยังมีกำไรลดลงจาก 92% เหลือ 83% ซึ่งบ่งชี้ถึงแรงกดดันจากการยอมจำนนของนักลงทุน แต่ก็อาจเป็นการวางรากฐานสำหรับการฟื้นตัวในอนาคตได้เช่นกัน

จากการวิเคราะห์ทางเทคนิค ราคาของ Bitcoin พบแนวรับที่แข็งแกร่งบริเวณขอบล่างของ Bollinger Bands (เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ใช้วัดความผันผวนของราคาหุ้น) และได้ปรับตัวขึ้นหลังจากการเทขายครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนตุลาคม ในเดือนพฤศจิกายน ดูเหมือนว่าจะมีการทดสอบระดับราคาที่ 108,000 ดอลลาร์ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากระดับ Fibonacci Retracement รายวันที่ 23.6% และระดับต่ำในระยะกลางที่ถูกทดสอบอีกครั้งในช่วงปลายเดือนกันยายน Bollinger Bands ขยายตัวค่อนข้างมาก ซึ่งบ่งบอกถึงความผันผวนในตลาดของ “ทองคำดิจิทัล” ขณะที่ตัวชี้วัด Stochastic Oscillator กำลังเคลื่อนไหวเพื่อฟื้นตัวจากภาวะขายมากเกินไปอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ในทางเทคนิคแล้วยังอยู่ในระดับที่ถือว่าเป็นภาวะขายมากเกินไปอยู่ ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ยังคงยืนยันแนวโน้มขาลงโดยรวม อย่างไรก็ตาม อาจเกิดการตัดกันของเส้นค่าเฉลี่ยในช่วงการซื้อขายถัดไป หากราคายังคงรักษาโมเมนตัมขาขึ้นล่าสุดไว้ได้ ในมุมมองระยะสั้น หากราคาสามารถยืนเหนือแนวรับที่ระดับ 23.6% ของ Fibonacci ได้ ก็มีโอกาสเกิดแรงดันขึ้นเล็กน้อย โดยอาจเผชิญกับแนวต้านเบื้องต้นที่บริเวณ 112,000 ดอลลาร์และถัดไปที่ 116,000 ดอลลาร์ซึ่งเป็นระดับ Fibonacci Retracement รายวันที่ 38.2% และ 50% ตามลำดับ

ราคาของ Fiber กำลังทดสอบระดับสำคัญในขณะที่ปรับตัวลดลง

คู่เงิน Fiber ได้ปรับตัวลดลงเป็นส่วนใหญ่ตลอดช่วงสองเดือนที่ผ่านมา แม้กระทั่งก่อนที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะปิดทำการ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการเกิดการปรับฐานขาขึ้นล่าสุดที่ช่วยหนุนค่าเงินยูโรเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ รวมถึงตลาดแรงงานที่อ่อนแอและเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ได้สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินดอลลาร์ และเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการกลับตัวของแนวโน้มที่เห็นอยู่ในกราฟรายวันของคู่เงิน

จากมุมมองของการวิเคราะห์ทางเทคนิค ราคาพบแนวรับที่แข็งแกร่งบริเวณแถบล่างของ Bollinger Bands และกำลังมีการปรับตัวขึ้น ขณะนี้ราคากำลังทดสอบแนวรับที่ระดับ 61.8% ของ Fibonacci Retracement รายสัปดาห์ ซึ่งเป็นบริเวณที่ราคาล้มเหลวในการทะลุลงไปต่ำกว่าหลายครั้งในช่วงเดือนสิงหาคมและต้นเดือนกันยายน หากบริเวณนี้สามารถรักษาความแข็งแกร่งไว้ได้และผลักดันราคาให้ปรับตัวสูงขึ้นต่อไป แนวต้านแรกที่อาจพบได้อยู่ที่ประมาณ 1.17 ดอลลาร์ซึ่งเป็นจุดสูงสุดล่าสุด รวมถึงเป็นบริเวณแนวต้านเชิงพลวัตระหว่างเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สองเส้น ตัวชี้วัด Stochastic Oscillator อยู่ในระดับกลาง ซึ่งบ่งชี้ว่าแนวโน้มในระยะสั้นอาจเคลื่อนไหวไปได้ทั้งสองทิศทาง ขณะที่แถบ Bollinger ขยายตัวค่อนข้างมาก แสดงให้เห็นถึงความผันผวนที่สามารถรองรับการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงได้ 

ความคิดเห็นในบทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ใช่ความเห็นของ Exness ไม่ได้เป็นการแนะนำให้เทรดแต่อย่างใด

ลงชื่อเข้าใช้ด้วย Apple
สมัครสมาชิกด้วย Google
หรือ
สมัครสมาชิกด้วยอีเมล