-
สัปดาห์ที่ผ่านมา ปัญหาการระบาดของ COVID-19 ได้กดดันให้ตลาดการเงินของหลายประเทศอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ขณะที่ ภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สดใส ยังสามารถหนุนให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นต่อได้
-
ติดตามปัญหาการระบาดของ COVID-19 ทั่วโลก เพราะสถานการณ์การระบาด COVID-19 ที่เลวร้ายลงอาจกดดันให้ตลาดเดินหน้าปิดรับความเสี่ยงได้ นอกจากนี้ ตลาดจะติดตามรายงานการประชุมเฟดล่าสุด เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินเฟด
-
เงินดอลลาร์พร้อมกลับมาแข็งค่าต่อ จากปัญหาการระบาดของ COVID-19 เลวร้ายลงในยุโรปหรือเอเชีย ทำให้แนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดดเด่นกว่าภูมิภาคอื่นๆ หรือ ตลาดกังวลปัญหาการระบาดทั่วโลก จนกลับมาปิดรับความเสี่ยง ก็จะเป็นปัจจัยหนุนเงินดอลลาร์ ตามความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย ในฝั่งเงินบาท แนวต้านสำคัญยังอยู่ในโซน 32.25-32.30 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่ง หากเงินบาทอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวไปได้ อาจอ่อนค่าต่อได้ถึงระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์
-
มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
32.00-32.50 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
-
ฝั่งสหรัฐฯ – เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น ต่อเนื่อง สะท้อนผ่านดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ โดย ISM (Services PMI) ที่ระดับ 63.5 จุด (ดัชนีเกิน 50 จุด หมายถึงการขยายตัว) ขณะเดียวกัน การทยอยผ่อนคลายมาตรการ Lockdown ก็ส่งผลให้ภาคธุรกิจกลับมาดำเนินกิจการได้อีกครั้ง ทำให้ความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดย ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOTLS Job Openings) พุ่งขึ้น สู่ระดับ 9.3 ล้านตำแหน่ง นอกเหนือจาก รายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ผู้เล่นในตลาดจะติดตาม รายงานผลการประชุมเฟดเดือนมิถุนายน โดยเฉพาะรายละเอียด เกี่ยวกับการลดคิวอี (QE Tapering) รวมถึงแนวโน้มการทยอยขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ว่า เฟดจะใช้ข้อมูลใดเป็นหลักในการช่วยตัดสินใจ รวมถึง แผนการลดคิวอีและแนวทางการสื่อสารกับตลาดการเงิน เป็นต้น นอกจากนี้ ตลาดจะติดตาม แนวโน้มการระบาดของ COVID-19 ในสหรัฐฯ มากขึ้น หลังมีการพบการระบาดสายพันธุ์ Epsilon ที่สามารถแพร่กระจายได้เร็ว และยังต้านทานวัคซีน mRNA ได้
-
ฝั่งยุโรป – แม้ว่าแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรปยังสดใส จากการเร่งแจกจ่ายวัคซีน รวมถึงการทยอยผ่อนคลายมาตรการ Lockdown สะท้อนผ่าน ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (Services PMI) เดือนมิถุนายน ที่ยังอยู่ในระดับ 58 จุด และ 61.7 จุด สำหรับอังกฤษ (ดัชนีเกิน 50 จุด หมายถึง ภาวะขยายตัว) แต่ต้องระวังและติดตามแนวโน้มการระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์ Delta และ การเร่งแจกจ่ายวัคซีน ว่าจะสามารถควบคุมปัญหาการระบาดได้หรือไม่ เพราะหากการระบาดทวีความรุนแรงมากขึ้น อาจทำให้รัฐบาลของหลายประเทศต้องใช้นโยบายควบคุมที่เข้มงวดมากขึ้น กดดันให้เศรษฐกิจชะลอตัวได้ในระยะสั้น ทั้งนี้ เรามองว่า ประเทศในโซนยุโรป รวมถึงอังกฤษ อาจเผชิญปัญหาการระบาดไม่นาน เพราะประชากรเกิน 50% ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส และเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ ทำให้หากเร่งแจกจ่ายวัคซีนให้เร็วขึ้นและเร่งการตรวจโรค ก็จะสามารถคุมการระบาดได้เร็ว กว่าประเทศในฝั่งเอเชีย หรือ อเมริกาใต้ ที่ยังแจกจ่ายวัคซีนได้ไม่ดี และวัคซีนที่แจกไปเยอะแล้วนั้น ก็ประสิทธิภาพต่ำในการรับมือ Delta อนึ่ง ปัญหาการระบาดของ COVID-19 ล่าสุด อาจกดดันให้ ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (Sentix Investor Sentiment) เดือนกรกฎาคม จะปรับตัวลดลง สู่ระดับ 27 จุด ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนี (ZEW Economic Sentiment) เดือนกรกฎาคม จะปรับตัวลดลง สู่ระดับ 76 จุด เช่นกัน
-
ฝั่งเอเชีย – เศรษฐกิจในหลายประเทศที่กำลังเผชิญปัญหาการระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ มีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงได้ ซึ่งระยะเวลาที่เศรษฐกิจจะซบเซาลงนั้น ก็ขึ้นอยู่กับแผนการรับมือการระบาดของแต่ละประเทศ อย่างไรก็ดี เพื่อประคับประคองการฟื้นตัวเศรษฐกิจ เรามองว่า บรรดาธนาคารกลางในฝั่งเอเชียจะเดินหน้าใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อไป โดยในสัปดาห์นี้ เรามองว่า ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Cash Rate) ไว้ที่ระดับ 0.10% พร้อมทั้งควบคุมยีลด์เคิร์ฟ (Yields Curve Control) โดยคงเป้าหมายบอนด์ยีลด์ 3 ปี ไว้ที่ระดับ 0.10% ส่วนในฝั่งธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) ก็มีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Overnight Rate) ไว้ที่ระดับ 1.75% หลังมาเลเซียเจอการระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ที่รุนแรง
-
ฝั่งไทย – ปัญหาการระบาดของ COVID-19 ที่กดดันให้เศรษฐกิจกลับมาซบเซาอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับมาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายจากภาครัฐ (ลดค่าน้ำ ค่าไฟ) จะกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนมิถุนายน ชะลอตัวลงสู่ระดับ 1.20% จาก 2.44% ในเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ ควรติดตามสถานการณ์การระบาด COVID-19 และแผนการแจกจ่ายวัคซีนอย่างใกล้ชิด