ชวนคุยเรื่องลงทุน: ในทุกๆวิกฤตย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นเสมอ

เผยแพร่ 27/05/2565 10:17

ในทุกๆวิกฤตย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นเสมอ และมันขึ้นอยู่กับคุณเองว่า คุณจะกระวนกระวายไปกับวิกฤตนี้ หรือ คุณจะตั้งสติให้ดีแล้วคว้าโอกาสนั้นมาอยู่กับตัวเราเอง

วิกฤตการเงินครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ไปจนถึงความกลัวเรื่องเศรษฐกิจถดถอย ได้ทำให้นักลงทุนทั่วโลกพากัน "กลัว" และแห่เทขายหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงกันถ้วนหน้า หุ้นทุกตัวถูกเทขายหมดโดยไม่ได้สนแต่ละปัจจัยพื้นฐานของแต่ละบริษัท

เมื่อเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น "โอกาส" ย่อมเกิดขึ้นเสมอ กับนักลงทุนที่ยังมีสติ และสามารถหาการลงทุนที่แท้จริงแล้วอาจไม่ได้โดยกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ แต่ราคาหุ้นกลับกำลังโดนผลกระทบจากแรงเทขายของตลาโดยรวมอยู่

วันนี้อยากมา ชวนคุยเรื่องลงทุน หนึ่งในตัวอย่างหุ้นที่อาจไม่โดนผลประทบจากวิกฤตครั้งนี้ แต่ราคากลับโดนเทขายลงมาอย่างแรง ที่ทางเพจอยากยกมาวิเคราะห์กันก็คือ : หุ้น #Tesla

ปัจจุบันราคาหุ้น Tesla (NASDAQ:TSLA) กับการเติบโตของบริษัทกำลังวิ่งสวนทางกันอย่างชัดเจน ทำให้หากเราไม่มีสติก็อาจทำให้เรากังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ของบริษัท แต่หากเราเจาะลึกเข้าไปมองปัจจัยพื้นฐานของบริษัทเราจะเห็นได้ว่าการที่ราคาหุ้นกำลังสวนทางกับปัจจัยพื้นฐาน อาจเป็นโอกาสที่ดีในการสะสมหุ้น

จากกราฟเราจะเห็นได้ว่าราคาหุ้น Tesla ถูกเทขายลงมากว่า -50% แล้ว ในขณะที่กำไรสุทธิของ Tesla นั้นกำลังโตอย่างก้าวกระโดดที่ปีละ +60% ถึง +70% และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะหยุดอยู่เพียงแค่นี้

หากถามว่าหุ้น Tesla จะโดนกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ไหม ? ต้องบอกเลยว่า "น้อยมากๆ" และเราจะมาวิเคราะห์กันทีละข้อดู

1️. ผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ?

หลักๆแล้วทางธุรกิจหากดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น ผลกระทบในทางลบต่อบริษัทก็คือต้นทุนการเงินจะสูงขึ้น การกู้ยืมหรือหนี้ที่มีอยู่ก็จะเป็นภาระที่หนักขึ้น

แต่ต้องบอกว่าหากเข้าไปดูงบของ Tesla แล้วนั้น ตอนนี้ Tesla ได้จ่ายหนี้คืนไปหมดแล้ว และมีหนี้อยู่ไม่ถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐเลยด้วยซ้ำ (น้อยที่สุดในบรรดาบริษัทรถยนต์ใหญ่ทั่วโลก) อีกทั้งกระแสเงินสดของ Tesla ยังเป็นบวก และกำลังโตขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ Tesla ไม่จำเป็นต้องไปกู้เงินใครอีกแล้วในการพยายามประกอบหรือขยายธุรกิจ

ทำให้ดอกเบี้ยขาขึ้นมีผลกระทบต่อสภาวะการเงินของบริษัท Tesla น้อยมาก

2️. ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ

อย่างแรกเลยคือสมมติฐานของทาง Trader KP ยังคงเชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อจะไม่ได้รุนแรงไปมากกว่าที่นักลงทุนหลายฝ่ายกังวล เพราะถึงแม้ตัวเลข CPI ของสหรัฐจะยังสูง แต่หากเข้าไปดูเนื้อในของรายงาน เราจะเห็นได้ว่าราคาสินค้าอย่างรถยนต์มือ 2 และราคาตั๋วเครืองบินซึ่งเคยเป็นปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อ CPI สูงก็เริ่มชะลอตัวลงมาแล้ว และหากปัญหา Supply Chain สามารถเริ่มแก้ไขได้ ก็จะทำให้อัตราเงินเฟ้อชะลอตัวลงไปอีก

อย่างไรก็ตาม ต่อให้ค่าเงินเฟ้อจะร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง ทาง Tesla ก็ยังสามารถที่จะขึ้นราคาขายรถยนต์ของพวกเขาได้ เพื่อคงสัดส่วนกำไร หรือทำกำไรเพิ่มในยามที่ค่าเงินเฟ้อสูงก็ได้ (เพราะต้นทุน Material ก็จะสูงขึ้นไปตามกัน) อย่างที่ Tesla ได้ทยอยปรับราคารถยนต์ทั่วโลกสูงขึ้นตลอด 1 ปีที่ผ่านมาขึ้นไปเฉลี่ยเกือบ +30% แล้ว จนทำให้ Tesla สามารถคง Margin กำไรได้ ในขณะที่ยอดขายก็ไม่ได้ลดลง

3️. ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอยหรือ Recession

หาก Recession เกิดขึ้นในสหรัฐหรือลุกลามไปทุกๆแห่งทั่วโลก ก็ย่อมจะทำให้กำลังซื้อสินค้าของผู้บริโภคทั่วโลกลดลงอย่างแน่นอน....

แต่กับความต้องการซื้อรถของ Tesla นั้น มันอาจจะไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป

ทุกวันนี้บริษัท Tesla มียอดคิวจองรถทั่วโลกยาวเฉลี่ยถึง 3 - 9 เดือน (แล้วแต่ว่าจะซื้อรถยนต์รุ่นไหนและสเปกไหน) ทำให้ต่อให้เกิด Recession ขึ้น ถ้าไม่ใช่ Recession ที่ยืดเยื้อไปนานถึง 1-2 ปี ก็ยังไม่น่ามีจะมีผลกระทบกับยอดขายของ Tesla (ซึ่งทุกวันนี้ตลาดส่วนใหญ่ก็ยังไม่เชื่อว่าหากเกิด Recession จริง มันอาจจะกลายเป็น Economic Depression ที่ยาวนานได้)

นอกจากนั้นต่อให้เกิด Recession ขึ้นจริง ผลกระทบต่อความต้องการซื้อ Tesla ซึ่งนับเป็นสินค้า Tech และสินค้าหรูที่มีความต้องการสูง ก็จะไม่ลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะ Tesla ยังมีลูกค้าที่อาจไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจอีกมากมาย หรือมีลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงอยู่มากมายต่อคิวรอซื้อกันยาวเหยียดอยู่ และด้วยความที่เป็นสินค้าที่ยังมีผู้บริโภคมากมายต้องการครองครอง ด้วยการเป็นรถยนต์ EV อันดับ 1 ของโลก (ในยามที่ราคาน้ำมันแพง) ถึงแม้เศรษฐกิจชะลอตัวก็ตาม เชื่อว่ายังมีผู้บริโภคหลายคนยอมทุบกระปุกซื้อรถยนต์ Tesla แทนที่จะทนจ่ายราคาน้ำมันที่แพงไปอีกยาวๆ

อีกทั้งปริมาณการขายรถ EV ทุกวันนี้ยังเป็นสัดส่วนที่เล็กน้อยของโลกมาก ทำให้หากมีการเลือกซื้อรถยนต์คันใหม่ในยามที่เศรษฐกิจไม่ดี เชื่อว่ารถยนต์น้ำมันจะถูกตัดเป็นตัวเลือกแรกๆ และรถยนต์ Tesla จะยังสามารถขายได้เต็มโควต้าทุกคนที่บริษัทผลิตออกมาอย่างไม่มีปัญหา

4️. ความกังวลเรื่องตลาดหุ้นถูกเทขายต่อเนื่อง

จริงอยู่ว่าคงไม่มีใครเดาได้ว่าในระยะสั้นตลาดหุ้นจะถูกเทขายลงไปได้ลึกมากแค่ไหน เพราะความ "กลัว" สามารถทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ หากนักลงทุนทั่วโลกยังคงกังวลและเทขายหลุดแนวรับสำคัญก็อาจทำให้เกิดการ Panic Sell และตลาดอาจลงอย่างต่อเนื่องได้

แต่... ไม่ว่าในระยะสั้นตลาดจะลงได้หนักแค่ไหน ในระยะยาวแล้วปัจจัยพื้นฐานจะย่อมเป็นผู้ชนะอย่างแน่นอน ดั่งคำพูดของ Benjamin Graham ที่ว่า “ในระยะสั้นตลาดหุ้นเป็นเครื่องโหวต ในระยะยาวตลาดหุ้นเป็นเครื่องชั่งน้ำหนัก”

ล่าสุดการที่ราคาหุ้น Tesla ร่วง -50% ในปีนี้ ในขณะที่กำไรสุทธิยังคงโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้ทำให้ Forward PE ของ Tesla ที่นักวิเคราะห์ Wall Street คำนวนไว้ร่วงลงมาเหลือ x40 เท่าแล้ว ถึงแม่ PE ที่ 40 เท่าอาจดูสูงสำหรับหลายท่าน แต่ด้วยการที่บริษัท Tesla กำลังเติบโตปีละเกินกว่า +50% ทำให้เราอาจใช้ PEG Ratio หรือ P/E เทียบกับอัตราการเติบโตของบริษัทเข้ามาคำนวนแทน

ตอนนี้ PEG Ratio หรือการนำ PE มาหารด้วยการเติบโตของกำไรสุทธิของ Tesla นั้นอยู่ต่ำกว่า 1 เท่าแล้ว ! หากถามนักลงทุน VI ที่ลงทุนในหุ้น Growth พวกเขาจะบอกคุณได้ว่าราคานี้นั้นถูกมากแล้วไหม

และต่อให้ตลาดโดนเทขายอย่างต่อเนื่อง ก็ยากมากที่ราคาหุ้น Tesla จะอยู่ต่ำกว่า PEG Ratio ที่ 1 ไปได้นาน ทำให้หากนักลงทุนท่านไหนกังวลกับแรงกดดันในระยะสั้น อาจเลือกใช้วิธีการทำ DCA หรือ Dollar Cost Average ค่อยๆสะสมหุ้นไปก็ได้ เพราะในระยะยาวแล้วการ DCA ในบริษัทหรือสินทรัพย์ที่ดี ย่อมจะได้ผลลัพท์ที่ดีเสมอ

ท้ายที่สุดนี้เรายังไม่ได้พูดถึงองค์ประกอบอื่นๆ ที่อาจทำให้ราคาหุ้น Tesla เติบโตไปได้มากขึ้นไปเรื่อยๆอีกอย่าง

- การเพิ่มกำลังการผลิตจากโรงงานใหม่ใน Texes และ Berlin

- การเตรียมแตกพาร์หุ้นในกลางปีนี้ ที่จะทำให้มีเงินไหลเข้ามาในหุ้นรายตัวได้มากขึ้น

- Artificial Intelligence Day 2 หรืองานวันปัญญาประดิษฐ์รอบ 2 ของ Tesla ที่ทาง Elon Musk จะเอา Tesla Bot มาโชว์

- การประกาศขึ้นโรงงานใหม่ที่ 5 ของ Tesla ที่ Elon บอกว่าจะเกิดขึ้นได้ในปีนี้

- การพัฒนาระบบขับรถอัตโนมัติ Full Self Driving ของ Tesla

- การสร้างรถยนต์รุ่นใหม่อย่าง Cyber Truck และ Tesla Taxi

ซึ่งปัจจัยต่าๆงเหล่านี้ยังสามารถทำให้หุ้น Tesla ทยอยปรับตัวสูงขึ้น หรือสร้างกำไรได้มากขึ้นในอนาคตอีกด้วย

ติดตามข่าวสารการลงทุนที่น่าสนใจไปกับ Facebook fanpage ทันโลกกับTraderKP

บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกที่ Facebook fanpage ทันโลกกับTraderKP

ความคิดเห็นล่าสุด

กำลังโหลดบทความถัดไป...
การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย