ในทุกๆวิกฤตย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นเสมอ และมันขึ้นอยู่กับคุณเองว่า คุณจะกระวนกระวายไปกับวิกฤตนี้ หรือ คุณจะตั้งสติให้ดีแล้วคว้าโอกาสนั้นมาอยู่กับตัวเราเอง
วิกฤตการเงินครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ไปจนถึงความกลัวเรื่องเศรษฐกิจถดถอย ได้ทำให้นักลงทุนทั่วโลกพากัน "กลัว" และแห่เทขายหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงกันถ้วนหน้า หุ้นทุกตัวถูกเทขายหมดโดยไม่ได้สนแต่ละปัจจัยพื้นฐานของแต่ละบริษัท
เมื่อเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น "โอกาส" ย่อมเกิดขึ้นเสมอ กับนักลงทุนที่ยังมีสติ และสามารถหาการลงทุนที่แท้จริงแล้วอาจไม่ได้โดยกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ แต่ราคาหุ้นกลับกำลังโดนผลกระทบจากแรงเทขายของตลาโดยรวมอยู่
วันนี้อยากมา ชวนคุยเรื่องลงทุน หนึ่งในตัวอย่างหุ้นที่อาจไม่โดนผลประทบจากวิกฤตครั้งนี้ แต่ราคากลับโดนเทขายลงมาอย่างแรง ที่ทางเพจอยากยกมาวิเคราะห์กันก็คือ : หุ้น #Tesla
ปัจจุบันราคาหุ้น Tesla (NASDAQ:TSLA) กับการเติบโตของบริษัทกำลังวิ่งสวนทางกันอย่างชัดเจน ทำให้หากเราไม่มีสติก็อาจทำให้เรากังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ของบริษัท แต่หากเราเจาะลึกเข้าไปมองปัจจัยพื้นฐานของบริษัทเราจะเห็นได้ว่าการที่ราคาหุ้นกำลังสวนทางกับปัจจัยพื้นฐาน อาจเป็นโอกาสที่ดีในการสะสมหุ้น
จากกราฟเราจะเห็นได้ว่าราคาหุ้น Tesla ถูกเทขายลงมากว่า -50% แล้ว ในขณะที่กำไรสุทธิของ Tesla นั้นกำลังโตอย่างก้าวกระโดดที่ปีละ +60% ถึง +70% และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะหยุดอยู่เพียงแค่นี้
หากถามว่าหุ้น Tesla จะโดนกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ไหม ? ต้องบอกเลยว่า "น้อยมากๆ" และเราจะมาวิเคราะห์กันทีละข้อดู
1️. ผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ?
หลักๆแล้วทางธุรกิจหากดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น ผลกระทบในทางลบต่อบริษัทก็คือต้นทุนการเงินจะสูงขึ้น การกู้ยืมหรือหนี้ที่มีอยู่ก็จะเป็นภาระที่หนักขึ้น
แต่ต้องบอกว่าหากเข้าไปดูงบของ Tesla แล้วนั้น ตอนนี้ Tesla ได้จ่ายหนี้คืนไปหมดแล้ว และมีหนี้อยู่ไม่ถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐเลยด้วยซ้ำ (น้อยที่สุดในบรรดาบริษัทรถยนต์ใหญ่ทั่วโลก) อีกทั้งกระแสเงินสดของ Tesla ยังเป็นบวก และกำลังโตขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ Tesla ไม่จำเป็นต้องไปกู้เงินใครอีกแล้วในการพยายามประกอบหรือขยายธุรกิจ
ทำให้ดอกเบี้ยขาขึ้นมีผลกระทบต่อสภาวะการเงินของบริษัท Tesla น้อยมาก
2️. ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ
อย่างแรกเลยคือสมมติฐานของทาง Trader KP ยังคงเชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อจะไม่ได้รุนแรงไปมากกว่าที่นักลงทุนหลายฝ่ายกังวล เพราะถึงแม้ตัวเลข CPI ของสหรัฐจะยังสูง แต่หากเข้าไปดูเนื้อในของรายงาน เราจะเห็นได้ว่าราคาสินค้าอย่างรถยนต์มือ 2 และราคาตั๋วเครืองบินซึ่งเคยเป็นปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อ CPI สูงก็เริ่มชะลอตัวลงมาแล้ว และหากปัญหา Supply Chain สามารถเริ่มแก้ไขได้ ก็จะทำให้อัตราเงินเฟ้อชะลอตัวลงไปอีก
อย่างไรก็ตาม ต่อให้ค่าเงินเฟ้อจะร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง ทาง Tesla ก็ยังสามารถที่จะขึ้นราคาขายรถยนต์ของพวกเขาได้ เพื่อคงสัดส่วนกำไร หรือทำกำไรเพิ่มในยามที่ค่าเงินเฟ้อสูงก็ได้ (เพราะต้นทุน Material ก็จะสูงขึ้นไปตามกัน) อย่างที่ Tesla ได้ทยอยปรับราคารถยนต์ทั่วโลกสูงขึ้นตลอด 1 ปีที่ผ่านมาขึ้นไปเฉลี่ยเกือบ +30% แล้ว จนทำให้ Tesla สามารถคง Margin กำไรได้ ในขณะที่ยอดขายก็ไม่ได้ลดลง
3️. ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอยหรือ Recession
หาก Recession เกิดขึ้นในสหรัฐหรือลุกลามไปทุกๆแห่งทั่วโลก ก็ย่อมจะทำให้กำลังซื้อสินค้าของผู้บริโภคทั่วโลกลดลงอย่างแน่นอน....
แต่กับความต้องการซื้อรถของ Tesla นั้น มันอาจจะไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป
ทุกวันนี้บริษัท Tesla มียอดคิวจองรถทั่วโลกยาวเฉลี่ยถึง 3 - 9 เดือน (แล้วแต่ว่าจะซื้อรถยนต์รุ่นไหนและสเปกไหน) ทำให้ต่อให้เกิด Recession ขึ้น ถ้าไม่ใช่ Recession ที่ยืดเยื้อไปนานถึง 1-2 ปี ก็ยังไม่น่ามีจะมีผลกระทบกับยอดขายของ Tesla (ซึ่งทุกวันนี้ตลาดส่วนใหญ่ก็ยังไม่เชื่อว่าหากเกิด Recession จริง มันอาจจะกลายเป็น Economic Depression ที่ยาวนานได้)
นอกจากนั้นต่อให้เกิด Recession ขึ้นจริง ผลกระทบต่อความต้องการซื้อ Tesla ซึ่งนับเป็นสินค้า Tech และสินค้าหรูที่มีความต้องการสูง ก็จะไม่ลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะ Tesla ยังมีลูกค้าที่อาจไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจอีกมากมาย หรือมีลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงอยู่มากมายต่อคิวรอซื้อกันยาวเหยียดอยู่ และด้วยความที่เป็นสินค้าที่ยังมีผู้บริโภคมากมายต้องการครองครอง ด้วยการเป็นรถยนต์ EV อันดับ 1 ของโลก (ในยามที่ราคาน้ำมันแพง) ถึงแม้เศรษฐกิจชะลอตัวก็ตาม เชื่อว่ายังมีผู้บริโภคหลายคนยอมทุบกระปุกซื้อรถยนต์ Tesla แทนที่จะทนจ่ายราคาน้ำมันที่แพงไปอีกยาวๆ
อีกทั้งปริมาณการขายรถ EV ทุกวันนี้ยังเป็นสัดส่วนที่เล็กน้อยของโลกมาก ทำให้หากมีการเลือกซื้อรถยนต์คันใหม่ในยามที่เศรษฐกิจไม่ดี เชื่อว่ารถยนต์น้ำมันจะถูกตัดเป็นตัวเลือกแรกๆ และรถยนต์ Tesla จะยังสามารถขายได้เต็มโควต้าทุกคนที่บริษัทผลิตออกมาอย่างไม่มีปัญหา
4️. ความกังวลเรื่องตลาดหุ้นถูกเทขายต่อเนื่อง
จริงอยู่ว่าคงไม่มีใครเดาได้ว่าในระยะสั้นตลาดหุ้นจะถูกเทขายลงไปได้ลึกมากแค่ไหน เพราะความ "กลัว" สามารถทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ หากนักลงทุนทั่วโลกยังคงกังวลและเทขายหลุดแนวรับสำคัญก็อาจทำให้เกิดการ Panic Sell และตลาดอาจลงอย่างต่อเนื่องได้
แต่... ไม่ว่าในระยะสั้นตลาดจะลงได้หนักแค่ไหน ในระยะยาวแล้วปัจจัยพื้นฐานจะย่อมเป็นผู้ชนะอย่างแน่นอน ดั่งคำพูดของ Benjamin Graham ที่ว่า “ในระยะสั้นตลาดหุ้นเป็นเครื่องโหวต ในระยะยาวตลาดหุ้นเป็นเครื่องชั่งน้ำหนัก”
ล่าสุดการที่ราคาหุ้น Tesla ร่วง -50% ในปีนี้ ในขณะที่กำไรสุทธิยังคงโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้ทำให้ Forward PE ของ Tesla ที่นักวิเคราะห์ Wall Street คำนวนไว้ร่วงลงมาเหลือ x40 เท่าแล้ว ถึงแม่ PE ที่ 40 เท่าอาจดูสูงสำหรับหลายท่าน แต่ด้วยการที่บริษัท Tesla กำลังเติบโตปีละเกินกว่า +50% ทำให้เราอาจใช้ PEG Ratio หรือ P/E เทียบกับอัตราการเติบโตของบริษัทเข้ามาคำนวนแทน
ตอนนี้ PEG Ratio หรือการนำ PE มาหารด้วยการเติบโตของกำไรสุทธิของ Tesla นั้นอยู่ต่ำกว่า 1 เท่าแล้ว ! หากถามนักลงทุน VI ที่ลงทุนในหุ้น Growth พวกเขาจะบอกคุณได้ว่าราคานี้นั้นถูกมากแล้วไหม
และต่อให้ตลาดโดนเทขายอย่างต่อเนื่อง ก็ยากมากที่ราคาหุ้น Tesla จะอยู่ต่ำกว่า PEG Ratio ที่ 1 ไปได้นาน ทำให้หากนักลงทุนท่านไหนกังวลกับแรงกดดันในระยะสั้น อาจเลือกใช้วิธีการทำ DCA หรือ Dollar Cost Average ค่อยๆสะสมหุ้นไปก็ได้ เพราะในระยะยาวแล้วการ DCA ในบริษัทหรือสินทรัพย์ที่ดี ย่อมจะได้ผลลัพท์ที่ดีเสมอ
ท้ายที่สุดนี้เรายังไม่ได้พูดถึงองค์ประกอบอื่นๆ ที่อาจทำให้ราคาหุ้น Tesla เติบโตไปได้มากขึ้นไปเรื่อยๆอีกอย่าง
- การเพิ่มกำลังการผลิตจากโรงงานใหม่ใน Texes และ Berlin
- การเตรียมแตกพาร์หุ้นในกลางปีนี้ ที่จะทำให้มีเงินไหลเข้ามาในหุ้นรายตัวได้มากขึ้น
- Artificial Intelligence Day 2 หรืองานวันปัญญาประดิษฐ์รอบ 2 ของ Tesla ที่ทาง Elon Musk จะเอา Tesla Bot มาโชว์
- การประกาศขึ้นโรงงานใหม่ที่ 5 ของ Tesla ที่ Elon บอกว่าจะเกิดขึ้นได้ในปีนี้
- การพัฒนาระบบขับรถอัตโนมัติ Full Self Driving ของ Tesla
- การสร้างรถยนต์รุ่นใหม่อย่าง Cyber Truck และ Tesla Taxi
ซึ่งปัจจัยต่าๆงเหล่านี้ยังสามารถทำให้หุ้น Tesla ทยอยปรับตัวสูงขึ้น หรือสร้างกำไรได้มากขึ้นในอนาคตอีกด้วย
ติดตามข่าวสารการลงทุนที่น่าสนใจไปกับ Facebook fanpage ทันโลกกับTraderKP
บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกที่ Facebook fanpage ทันโลกกับTraderKP